เหมือนแสงสว่างที่มองเห็นเพียงลางๆ กับ การวาดรูปชีวิตที่ไม่สามารถลบได้
posted on 30 Oct 2009 18:33 by blt-bung in BlT-MyThinking
เรารีบมาเปิดบล็อกก็ตอน เบรคช่วงเช้า 5 นาที
รู้สึกดี ดีใจมาก ที่พื้นที่ตรงนี้ ที่เคยมีเรื่องราวอะไรมาเล่ากัน
ระยะหนึ่ง มันกลายเป็น ที่ว่าง ที่ว่างที่บรรจุความทรงจำ
ที่บางที อาจจะลืมไปบ้าง ไม่ได้นึกถึงบ้าง หรือมีอะไรมากมายทำให้ที่ว่างนั้นว่างเปล่ากันไปชั่วขณะ
ที่เราเคยบอกไปว่าเราชื่นชมแก มันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่
อาจเป็นเพราะว่า
คนที่จะทำให้เราสนใจได้นั้น
แบบแรกเลย ที่เราคลั่งสุดๆ อย่างที่บอกไป ว่าเหมือนกับไอ้พี่คนนั้นนั่นแหละ
ก็คือ ต้องเป็นคนที่มี ความคิดสร้างสรรค์สุดๆ คิดอะไรในมุมมองที่คนอื่นคิดไม่ถึง
มีเหตุมีผล มีปัญญารอบตัว มีไหวพริบ และก็เป็นคนขยันแต่ไมเห็นแก่ตัว
ส่วนคนที่เราอิจฉา และอยากเป็นแบบเขาให้ได้
ก็คือ เป็นคนร่าเริง คุยเก่ง โม้เก่ง เข้าหาคนอื่นได้ง่าย
เพราะคนแบบนี้ มันขัดกับตัวตนเราอย่างสิ้นเชิง
จึงไม่แปลก หากเราจะชอบ เนย แตม
ซึ่งสำหรับแก เราขอจัดให้เข้าข่าย มีเหตุมีผล มีปัญญารอบตัว และมีไหวพริบ
วันนี้....หลังจากอ่านบล็อกแกเสร็จ
ใกล้จะขึ้นเรียนแล้ว
เราได้ถามเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง
เธอเป็นคนที่ขยันมาก ตั้งใจเรียนในห้อง เป็นมิตรกับทุกคน
เธอ ชื่อ เหมียว มาจากโรงเรียนเดียวกับจิ กับ มายด์
สำหรับเรา ... เหมียวนั้น
เปรียบเหมือน "นางฟ้า" ของเรา
สารภาพได้เลยว่า
เราไม่เคยเจอใครที่เป็น "คนดีมากๆ" ได้ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
เหมียว ไม่เคยเรียกเพื่อน ว่า แก และเธอ
เหมียวเรียกเพื่อนด้วยชื่อ และเรียกตัวเองว่า เรา เสมอ
เหมียวสอนเพื่อน ติวให้เพื่อน โดยที่เพื่อนไม่ได้ร้องขอ
เหมียวก็จะมาถามเพื่อนที่ดูท่าทางไม่เข้าใจว่า ไม่เข้าใจอะไรบ้างหรอ เราพอจะช่วยได้บ้างนะ
เหมียวยอมที่จะอยู่กับ คนที่ถูกคน "ขยะแขยง" กันทั้งรุ่น
(ไม่ใช่เรานะ แต่หมายถึงอย่าง คนที่แกกับเราเจอตรงหน้าเซเว่น หอสมุดน่ะแหละ
ที่แกบอกว่า ดูไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์เท่าไหร่)
แต่ก็ไม่มีใครมองว่าเหมียวไม่ดี หรือไม่มีใครคบนะ
ทุกคนมองเหมียว เป็น "นางฟ้า" อย่างที่เราคิดเหมือนกัน
และ คนทีุ่ถูกเพื่อนๆ เกลียดกันหลายกลุ่ม
เขาเป็นคนที่่ทำตัวให้ดูเป็นคนดี แต่หน้าอย่าง ลับหลังอีกอย่างสุดๆ
เรากับกิ๊บ เคยถามเหมียวว่า
"เหมียว ทำไมเหมียวถึงยอมอยู่กับคนแบบนั้นอ่ะ?"
"แล้วเหมียว เคยรู้สึกอึดอัด รำคาญ หรือว่ารับคนแบบนี้้ได้เหรอ?"
แต่ เหมียว กลับตอบมาว่า
"จริงๆ แล้ว ไม่ใ่ช่ว่าเรารับพวกเค้าได้หรอกนะ
แต่ว่า.... เราเห็นพวกเค้าแล้ว
ถึงจะรู้ว่าพวกเค้าทำอะไรมาที่มันเกินกว่าคนอื่นจะรับได้ก็เถอะ
หรือแม้แต่บางที พวกเขาเองก็ทำอะไรมากมายให้เราร้องไห้บ่อยๆ ก็เถอะ
แต่เรา ก็อดสงสารเขาไม่ได้อยู่ดี
ถ้าเราไม่เสียสละ อยู่กับเขา แล้วเขาจะไปอยู่กับใครล่ะ"
เหมียวพูดจบ เรารู้สึกอึ้งมาก
เรานึกอยากจะย้อนอดีตกลับไป
หากตอนเราอยู่ที่เก่า แล้วมีเหมียวเนี่ย
คงจะวิเศษมากเลยนะ....
ฉะนั้น เหมียวเ็ป็นคนที่เราชื่นชมมาก
หากใครมาทำอะไรให้เหมียวเสียใจ หรือร้องไห้ให้เราเห็นละก็
เราจะไม่ให้อภัยคนๆ นั้นโดยเด็ดขาด
เพราะเราถือว่า ขนาดคนดีอย่างเทพจุติขนาดนี้ ยังไม่ชอบ
ก็แสดงว่า ไอ้สันดานหมานั่นมันแม่งโคตรเลวระยำเกินกว่าจะหาสิ่งมีชีวิตใดเปรียบแล้ววววว
แต่ก็ดีนะ
ไม่รู้ทำไม
เหมียวเอง มักจะชมเราอย่างงั้นอย่างงี้มากมาย
เหมียวมักจะบอกว่า ไม่ต้องกลัวหรอก กลุ่มนี้มีโบว์อยู่ทั้งคน งานแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากสำหรับโบว์แน่เลย
หรือ.... นี่ คนเก่งที่เราชื่นชมเดินมาแล้ว
หรือ.... โห โบว์ทำได้ไงน่ะ เราอยากมีสมองดีๆ ให้ได้แบบโบว์มั่้งจัง
(เหอๆๆๆ ทั้งๆ ที่ เหมียวแทบจะเรียนเป็นอันดับท็อปของห้องเนี่ยนะ มาชมเราว่า "สมองดี" งั้นเหรอ -*-)
และอีกมากมาย...ที่เราเองก็เคยถามเหมียวกลับไปว่า
"เหมียว ทำไมเหมียวชอบยกย่องเราอย่างโง้นอย่างงี้จังวะ
เนี่ย .... ชีวิตเรามีค่าได้ก็เพราะเหมียวเนี่ยแหละ"
ถึงแม้จะเป็นถ้อยคำที่ทำให้เพื่อนๆ ในกลุ่มออกเสียงโห่ล้อ หาว่าเราเล่นเสี่ยวก็เถอะ
แต่เอาจริงๆ แล้ว เราพูดแบบนั้นจากก้นบึ้งของใจเลยแหละ
จนตอนเที่ยงเนี่ยแหละ
เราเห็นเหมียวนั่งอยู่คนเดียว รอเพื่อนอยู่
เราเองก็ยังไม่อยากขึ้นไปเรียนข้างบน
เลยทักทาย แล้วก็นั่งคุยกับเหมียวหน่อย
เหมียวถามเราว่า "อ้าวโบว์ ยังไม่ขึ้นไปเลยเหรอ?"
เรา - "อ่อ...ยังไม่อยากขึ้นไปน่ะ ลิฟต์เต็ม รอคนขึ้นให้หมดก่อน"
เหมียว - "อืม...งั้นหรอ คาบเราว่างน่ะ เหล่าจือเขาปล่อยน่ะ"
เรา - "อืม ก็ีดีนี่ เรามีสอบน่ะ ยังไม่ได้อ่านเลย"
เหมียว - "ไม่เป็นไร อย่างโบว์น่ะทำได้อยู่แล้วแหละ"
เรา - "แต่เรายังไม่ได้อ่านไรเลยอ่ะ"
เหมียว - "แหม...อย่างโบว์น่ะไม่อ่านก็ทำได้อยู่แล้ว"
เี่รา - "เราไม่ค่อยอยากขึ้นไปเรียนเท่าไหร่อ่ะ"
เหมียว - "ไมอ่ะ"
เรา - "คือ เราไม่ได้เรียนวิชานี้ด้วยใจน่ะสิ"
เหมียว - "อ้าว ทำไมล่ะ"
เรา - "มันไม่ใช่วิชาที่เราชอบ ถึงเราจะเรียนได้คะแนนดีก็เถอะ แต่มันก็อีแค่ "เรียนได้" น่ะแหละ"
เหมียว - "มันอาจจะเป็นพรสวรรค์ของโบว์ก็ได้นะ เพียงแต่โบว์ไม่ได้ชอบมันน่ะหรอ"
เรา - "อืม...ก็ีคงงั้น ตะกี้เพื่อนเรามันอัพบล็อกถึงเรา มันบอกว่า เรามีพรสวรรค์และก็ค่อนข้างขยันมากด้วย
มันบอก อนาคตเรา่คงรุ่งแน่ ถ้ายังไงหากถึงวันนั้น ก็ขออย่าให้เราลืมมันเลย"
เหมียว - "เพื่อนเก่าเหรอ?"
เรา - "อื้มมม....ก็แปลกดี เราชื่นชมมันมากนะ แม้ว่ามันจะบอกว่ามันเรียนได้ที่ 44 จาก 45 คนก็เถอะ"
เหมียว - "โห...รองโหล่เลยนะเนี่ย"
เรา - "เหมียว เราไม่เข้าใจเลย ทั้งเหมียวเอย ทั้งเพื่อนเราคนนี้เอย บอกว่าเราเป็นคนมีพรสวรรค์
แต่เราเอง ตัวเราเองกลับไม่รู้ว่า เรามีพรสวรรค์อะไร และอะไรที่เราเดินมาถูกทาง
เราไม่รู้ เราเพียงแค่ไม่อยากคิดไปเองว่า เออ...เราทำอันนี้ได้ คนชมเยอะแยะ ทำออกมาเจ๋งกว่าชาวบ้าน
แต่เอาจริงๆ แล้ว เราอาจจะไม่ได้ชอบมันจริงๆ ก็ได้ อาจเพียงแค่ "ทำมันได้ดี" ก็เท่านั้น
ตอนนี้ เรากำลังค้นหาตัวเองอยู่หลายอย่างเหมือนกัน ว่าสรุปแ้ล้ว
เรารัก หรือเลือกที่จะทำอะไรได้อย่างมีความสุข กันแน่?"
เหมียว - "แ้ล้วโบว์คิดว่้า งานที่ผ่านๆมา หรืออะไรที่โบว์ทำออกมาดีเนี่ย โบว์ชอบทำมันมั้ยล่ะ?
เราก็เห็น กิ๊บ เมย์ เจ ก็บอกว่า โบว์ทุ่มเทกับมันมากเลยนี่นา"
เรา - "ก็ใช่อ่ะนะ....ใช่แหละ เราคงชอบทำจริงๆ น่ะแหละ แต่เราไม่แน่ใจ เราเพียงแค่ "กลัวอนาคต"
เหมียว - "กลัวอนาคต หือ....กลัวไรเหรอ?"
เรา - "ก็กลัวประมาณว่า กลัวว่า สิ่งที่เรารักเราชอบ เราอาจจะทำได้ดีตอนนี้
แต่โตขึ้น หากเราเดินเข้าสู่สายงานที่เราชอบแล้วเนี่ย มีคนที่เจ๋งกว่าเราอีกมากมาย
เรากลัวที่จะสู้พวกเขาไม่ได้ เรากลัวว่างานที่เรารักนั้นมันจะทำร้ายเรา
เรากลัวว่า หากเราตืนมาพบกับสิ่งที่เรารักนั้น มันปฏิเสธเรา ปฏิเสธความพยายามของเรา
เพียงเพราะ เราทำเท่าไหร่มันก็ออกมาไม่ดีอยู่ดี ตอนนี้เรายังมีไฟอยู่ ที่ทำไปเพราะเห็นว่า
เราไม่อยากให้ของเรามัน "ดาด" หรือ เฝือ เหมือนคนอื่น เราต้องการทำออกมาให้เจ๋งกว่าคนอื่น
แต่ถ้า เราอยู่ในหมู่คนที่เป็นเหมือนกับเรามากๆ เข้าแล้วล่ะ
เราไม่ได้ เจ๋ง "คนเดียว" นะ มีคนที่เหนือกว่าเราเยอะ
อย่าหาว่เรา "อัตตา" สูงเลยนะ แต่เราก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
เราอัตตาสูง เพราะไม่อยากให้ตัวเองเป็นรองใครน่ะ เราต้องเหนือกว่าคนอื่น เราพยายามทำอย่างนี้เสมอ
แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะเสียใจหรือเจ็บใจคนที่เขาเหนือกว่า หรือชนะเราหรอกนะ
ถ้าเขาเก่งกว่า เจ๋งกว่า เราก็ชื่นชม และอยากทำความรู้จัก อย่างบอมเบย์ไง เราว่าเขาเก่งมากเลยนะ
เพียงแต่ เวลาจะทำงานอะไร ถ้าหากเรารักงานนั้นจริง เราต้องทำมันให้ดีที่สุด
ไม่ใช่เพียงแค่ดีที่สุดของเรา แต่ต้องดีพอที่จะทำให้คนอื่น สายตาคู่อื่น หันมาจับจ้องชื่นชมงานเราให้ได้"
เหมียว - "ถ้ามันเหนื่อยเกินไป โบว์ก็ควรจะลด "อัตตา" ของโบว์ลงบ้างก็ได้นะ"
เรา - "เหมียวเราเคยเป็นคนที่เคยเหยียบคนอื่น และให้คนอื่นเหยียบเรามาก่อน
ตอนนี้มันถึงเวลาที่เราจะต้องวิ่งไปชั้นสูงสุดให้ได้ เราแค่ไม่อยากทำงานแบบว่า
ส่งงานไปแล้วเจ้านายปฏิเสธ แต่กลับไปเลือกเอางานของคนที่ทำงานเดียวกับเรา
แต่ของเขาได้รับเลือกมากกว่า ถ้าเป็นแบบนั้นเราคงทำใจไม่ได้ เราแค่ไม่อยากแพ้ ให้คนอื่นเหยียบอีก"
เหมียว - "แต่บางที คนเราก็ต้องมีพัก มีนั่ง มีผ่อนคลาย ให้คนอื่นเขาวิ่งแซงไปก่อนบ้าง
เพื่อที่ว่า จะได้มีแรงวิ่งต่อไปขั้นเรื่อยๆ นะ"
เรา - "เหมียวพูดดีนี่ อืม...ก็จริงนะ อีกอย่าง ตอนนี้เราไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรกันแน่
ว่าเราจะเลือกเรียนที่เรารักอยากทำอยากเป็น กับเรียนเพื่อที่ว่าลดภาระให้ครอบครัว และไม่ต้องกังวลทีหลัง
เรา...คิดว่า จะเลือกเรียน เอกโฆษณาที่เราชอบ หรือ ควรจำเรียน เอกญี่ปุ่น ตามที่พี่บอก
เรียนที่เราชอบ จบมาอาจหางานยากก็ได้ แต่ จำเรียน หางานง่ายกว่า เงินดี ฐานะมั่นคง ดูแลครอบครัวได้
เราแค่ไม่อยาก ทำอะไรตามใจที่เรารักเอง แล้วต้องกังวลที่จะรับผิดชอบครอบครัวที่เลี้ยงเรามาไม่ได้"
เหมียว - "แต่สำหรับเรานะ ถ้าเรารักอะไร เราคิดว่า เราก็จะทำสิ่งนั้นได้ดีน่ะ
อย่างเรา ชอบเรียนจีน เพราะเรารักที่จะเรียน แต่ไม่ได้หมายความว่า อย่างอื่นเราเรียนๆ ไปอย่างงั้น
เราเฉลี่ยที่จะรักทุกวิชา ขึ้นอยู่กับว่าจะมากหรือน้อย เพราะเราเห็นว่า ทุกวิชาที่เรียนนั้น มีประโยชน์หมด"
เรา - "เหรอ...งั้นเราก็อยากจะรักเลขอ่ะนะ แต่ทำใจให้รักไม่ได้ ฮะๆๆ
แต่ถ้าเป็นอย่างที่เหมียวทำอยู่ก็ดีนะ แต่บางทีก็เลือกไม่ถูก แบบว่า มันเสียดายอ่ะ
เมื่อมีโอกาสที่จะเรียนที่จะทำสิ่งที่อยากทำมานาน เราตั้งตารอคอยมานาน
แต่กลับต้องเลือกที่จะจำเรียนจำทำสิ่งที่ไม่ได้ใส่ใจทำไปด้วยแล้วเนี่ย น่าเสียดายเนาะ
แต่หลายครั้ง เราก็คิดว่า เราควรจะเลือกเอกญี่ปุ่นอย่างที่พี่แนะนำ
แล้วค่อย ฝึกวาดรูป ฝึกเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับ สิ่งที่เราชอบจริงๆ
อนาคต จะได้มาทางที่เราชอบรึเปล่าก็อีกเรื่องนึง
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องรับผิดชอบครอบครัวเราให้ได้ เราต้องไม่อกตัญญูกับพวกเขา
ถ้าหากเรียนที่เราชอบจริงๆ แ้ล้วยังหางานไม่ได้ หรือเงินไม่มั่นคง มันดูเหมือนตราบาปติดตัวไงไ่ม่รู้
เพราะ ที่เราชอบน่ะ มันปรับเปลี่ยนกันง่ายขนาดถอดออกได้ทันที เมื่อ "สมองฝืด"
แต่ ที่เราจำต้องทำต้องเรียนน่ะ มันงานมั่นคง แม้ว่าจะอัพระดับได้ช้าก็เถอะ"
เหมียว - "เอาเถอะ เพราะเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ตัวโบว์เข้าใจตัวเองแล้วแหละ
ขึ้นอยู่กับว่าโบว์จะเลือกแบบไหน แต่ไม่ว่าไงนะ ถ้าหากโบว์เลือกทำสิ่งที่ฝืนใจตัวเอง
แต่ถ้า โบว์มีไหวพริบ และรู้จักนำสิ่งที่โบว์เรียนมาน่ะ มาเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง
แล้วตามหาสิ่งที่โบว์อยากเป็นอยากทำจริงๆ เพราะอย่างที่เราบอก เราคิืดว่า
ต่อให้โบว์ไม่ได้เรียนมาด้านที่โบว์ชอบจริงๆ แต่หากเรียนรู้งานแล้ว
เราเชื่อว่า โบว์คงจะเป็นคนมีพลังพอทำได้อยู่แล้ว
เพราะถ้าบางที พรสวรรค์นั้นน่ะ อยู่ติดตัวโบว์อยู่แล้ว ที่เหลือโบว์ก็พยายามอีกสักนิด
บางที เราคิดว่า คนบางคนเกิดมาเพื่อที่จะเป็นอย่างที่เขาต้องได้เป็น อยู่แล้วก็ได้นะ"
เรา - "หืมมมม...งั้นเหรอ เฮ้ออออ ก็ขอให้เป็นอย่างงั้นเถอะ อ้าาา ต้องรีบขึ้นไปก่อนนะ
เดี๋ยวโดนเซ็นเซเช็คขาด"
เหมียว - "อ้อ จ๊ะๆๆ งั้นก็รีบขึ้นเถอะ อยู่คุยกับเรามาตั้งนานแล้ว"
----
มันเป็นบทสนทนาของเรากับเหมียวเมื่อตอนเที่ยง
ซึ่ง ก่อนที่จะมาคุยกับเหมียว อาจารย์ในคาบภาษาไทย
อาจารย์ให้ พวกเรา วาดรูปอะไรก็ได้ แต่ห้ามใช้ยางลบ
หรืออะไรมาลบเด็ดขาด ห้ามแก้ไข ห้ามเปลี่ยนกระดาษ
เราเองซึ่งศิลปะง่อยแดรกมาแต่ไหนแต่ไร ก็ไม่เข้าใจ จะลบบ้างไม่ได้เหรอ????
เมื่อถึงเวลาครบกำหนด อาจารย์ให้พวกเราโชว์ผลงานที่วาดนั้น
ก็มีแต่เสียงหัวเราะกันทั้งห้อง
จากนั้น อาจารย์ก็ได้พูดขึ้นว่า
"เธอลองคิดนะ ว่าทำไมอาจารย์ถึงให้พวกเธอวาดรูปโดยห้ามลบ
เพราะ ชีวิตพวกเธอหรือทุกชีวิตน่ะ ต่างก็เคยผิดพลาดทั้งนั้น
ตอนนี้ อนาคตพวกเธอที่มันควรจะถึงเวลาเลือกให้ดีแล้วนะ ม.5 เนี่ย
เวลาเธอลากเส้น เธออาจจะลากบิดเบี้ยวไปจากที่หวัง
เธอวาดผิด เธอห้ามลบ ก็เหมือน เธอเดินทางมาผิด เธอทำผิดพลาด
ไม่มีอะไรที่จะลบอดีตหรือความผิดพลาดของเธอได้
มีแต่การพยายามวาดปรับปรุงส่วนที่ผิดให้มันดูดีขึ้น
ใช่...เธอลบไม่ได้หรอก แต่เธอสามารถปรับปรุงส่วนที่ผิดพลาดของเธอให้ดีขึ้น
เธอเลี่ยงปัญหาความผิดพลาดไม่ได้ แต่เธอต้องแก้ไขมันให้ดีขึ้น
และรู้ว่า เธอห้ามวาดผิดๆ แบบนี้อีก
และรู้ว่า เธอต้องพยายามตั้งใจ ตั้งสติ ที่จะลากเส้นวาดให้ดี
แม้่ว่า ผลงานที่ออกมานั้น จะวาดสวยบ้างไม่สวยบ้าง แต่เธอก็คงภูมิใจกับมัน
เช่นกัน แม้ว่าชีวิตเธอจะไม่ได้มาตามที่หวัง บางทีอาจสวยงามกว่าที่หวัง และอาจเลวร้ายกว่าที่คิด
แต่เธอก็ภูมิใจกับชีวิตที่เธอได้ฝ่าฟันมันมาด้วยความพยายาม และรู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดของเธอ"
โอ้โห ..... ซึ้งว่ะอาจารย์
และก็ใบงานที่สอง หลังจากที่อาจาย์ เขียน เส้นทางชีวิต
ตั้งแต่ เกิด เข้าอนุบาล ประถม ม.ต้น ม.ปลาย อุดมศึกษา ทำงาน และเกษียณ
อาจารย์ก็มีแผ่นเล็กๆ ให้อ่าน
"โลกนี้ไม่เคยสร้างใครให้สมบูรณ์ 100% หรอก ถ้าทุกคนมีครบ ไม่มีด่างพร้อย
โลกนี้ก็จะน่าเบื่อ เพราะไม่มีใครต้องขวนขวาย หรือพยายามสร้างสิ่งที่ดีขึ้น
เพราะโลกนี้มีแต่สิ่งที่เต็มร้อย เหมือนกับคนเรา
ไม่มีใครเต็มร้อย ธรรมชาติอาจสร้างให้บางคนมี 70% และขาด อีก 30% ให้ตามหา
แต่บางคนกลับ มี 30% ขาดอีก 70% ให้ตามหา
แต่ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้ต้องตามหา 100% เต็ม
หากการตามหาด้วยความพยายามแล้ว ก็เหมือนกับมีดที่บิ่น แต่ลับให้คม ก็ใช้ประโยชน์ได้
หรือ เป็นหินในตม แต่ถูกเจียระไนอย่างพิถิพิถัน ก็อาจจะกลายเป็นเพชรน้ำงามได้
แล้ว นักเรียนล่ะ คิดว่าตนเองมีกี่ % และ ต้องตามหาอีกกี่ %"
เราตอบไปว่า เรามี 60% และ ตามหา อีก 40%
เพราะเรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
---
แล้วแกล่ะบุ๊ง คิดว่า แกมีกี่ % และต้องตามหาอีกกี่ %
และ จนถึงตอนนี้เราไม่รู้ว่า พรสวรรค์ของเรามันคืออะไร
หวังว่า แกน่าจะให้คำตอบเราได้ เพราะแกพิมพ์ลงบล็อกมาอย่างนั้น
เพราะบางที เราก็มองตนเองไม่เห็น อยากมีคนที่พอเป็นกระจกส่องตัวตนเราบ้าง