Robbie Williams
น้อยคนที่จะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้
เราว่าแกก็ต้องรู้จักแหละ
เรารู้จักลุงคนนี้จากเพลง Advertising Space
เป็นเพลงที่ต้องฝังสองครั้ง ทุกครั้งที่ได้ฟัง ไม่รู้ว่าทำไม
หรือว่าเพลงอย่าง Feel หรือ Angel ที่คนส่วนใหญ่น่าจัรู้จักดี
 
วันนี้เราจะพูดถึง Come undone
จริงๆ เพลงงนี้เราไม่เคยให้ความสนใจอะไรเลย
เพราะอย่างแรก มันฟังค่อนข้างยาก
แล้วเราก็ขี้เกียจไปหาเนื้อ แถมประเด็นดูคลุมเครือ
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีชุดฟังเพลงดีๆ
มันอาจฟังดูไม่เกี่ยวนะ
แต่เราว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่ mastering ได้ดีมากๆๆ
เราชอบใช้เพลงงนี้ทดสอบละ
 
จนกระทั่งวันนี้ ได้มีโอากาสฟังอีกครั้ง
อยากบอกว่า มันเป็นเพลงที่สุดยอดมากๆๆ
ไม่รู้ว่า robbie williams เขียนเนื้อเองรึเปล่า
แต่ที่แน่ๆ มันลึกลงไปในใจลุงเค้าจริงๆ
 
ไม่ว่าจะเป็นท่อน
 
They're selling razor blades and mirrors in the street
I pray when I'm coming down, you'll be asleep 
 If I ever hurt you, your revenge will be so sweet
Because I'm scum, and I'm your son 
 
บอกได้คำเดียวว่า ผู้ชายคนนี้มีปัญหาแน่ๆ
เหมือนเล่าปัญหายาเสพติด
 
Do another interview, sing a bunch of lies
Tell about celebrities that I despise
And sing love songs, we sing love songs so sincere 
 
หรือกัดเจ็บๆ ในเพลงก็มีเหมือนกัน
 
i am scum ??
 
 
แต่ประโยคที่เราชอบมากที่สุดคือ
 
If I ever hurt you, your revenge will be so sweet
Because I'm scum, and I'm your son
 
เพราะเหมือนกับว่า ไม่ว่าเราจะเลว แล้วทำให้พ่อแม่ต้องเจ็บปวดแค่ไหน
แต่การแก้แค้น ของพ่อแม่คือความรัก ความหวังดีที่มากขึ้น
 
 
 
หวังว่า แกจะลองไปหาฟังดู
มันอาจจะไม่ใช่แนวที่แกชอบนัก
แต่เราว่ามันก็เป็นเพลงที่ดี และน่าสะสมเพลงหนึ่ง  
 
 

อย่างที่แกบอก เรา...

1.EGO สูง (ไม่ใช่ข่าวกล่อง seven นะจะ) อันนี้เราว่าไม่ค่อยจริง

2.เรามีความอยากได้ไม่มีที่สุด  อันนี้เป็นไปได้ 55

เราว่าใครมันก็ไม่มีที่สุดทั้งนั้นแหละ พยายามเข้าใจตัวเองอยู่

 

ขอเล่าเรื่องความอยากได้ของเรากับ hdd ละกัน

วันหนึ่ง ตอนนั้นน่าจะประมาณ ป.4 บ้าเกม the sim วัยรักพักร้อน ห่าไรนี้ มากมายๆ

เล่นทั้งวันๆๆๆๆ แต่ปัญหามันจะไม่เกิดเลย หาก......

ไม่มีเกม Yuri เข้ามาในชีวิต  เกมนี้มันถูกนำพามาจากเพื่อนผู้ประสงค์ดีคนนึง

แต่ปัญหามันก็จะไม่เกิดเลย(อีกแล้ว) ถ้าเรามี hdd มากกว่า 5gb

ตอนนั้นคอมพ์ที่บ้าน มีที่ 5gb จริงๆ อนาถมากๆๆๆ

window98 ก็กินไปหลายร้อยเม็ก โปรแกรม office โปรแกรมบัญชีของแม่

รูปภาพที่อัดจากฟิล์ม บล้าๆๆๆ ตอนนั้นจำได้ว่า มีพื้นที่เหลือประมาณ 2gb กว่าๆๆ

สรุปคือ จะเล่น sim ต้องลบ yuri เล่น yuri ลบ sim อื้ม เป็นตรรกะที่เยี่ยมยอดมากๆ

ก็เล่นไป เล่นมาแบบนี้เกือบปีได้  จนขึ้น ป.5

เพื่อนพ่อคนหนึ่ง เค้าเปิดร้านเกม แต่ไม่รู้ทำอีท่าไหน

เจือกเจ๊ง  เลยเอาคอมพ์มาขายให้พ่อถูกๆ(ในสมัยนั้น) เครื่องละ 7000 

พ่อเลยเหมามา 4 เครื่อง อิอิ  แต่เพื่อนอีกคนมาขอซื้อต่อ ก็เลยเหลือ 3

เรื่องราวอันนั้นมหัศจรรย์ miracle ก็เกืดขึ้น พ่อยกเจ้า compaq ตัวเก่า hdd 5gb ให้เรา

แบบว่ากรี็ดมากๆๆๆ แต่ยังไม่ใช่แค่นั้น  ลูกสาวลุงเราคนนึง พึงเข้ามหาลัย

แล้วอยากมีคอมพ์ใช้  เลยมาขอเจ้า compaq ไป

ไปๆมาๆ  พ่อเลยยกเครื่องใหม่ ที่พึ่งซื้อจากเพื่อนให้เลย อ้ากๆๆๆๆ

ตอนนั้นดีใจ แบบบอกไม่ถูก จำได้เลย spec เป็นแบบนี้

 

AMD Duron 750mhz

ram sd128mb

HDD:: 20GB โอ้ววววววว โคตรพ่อโคตรแม่ ตูไม่ต้องลงๆ ลบๆแล้ว 

inno3d tnt64 บล้าๆๆไรนี่ิะ เล่น nfs ได้ด้วยนะ

 

ก็ใช้ไปได้สักพัก  ก็โตขึ้นตามวัย

เริ่มแรดด  ฟังเพลงฝรั่ง ไปจ้างให้เค้าอัดลงแผ่นให้บ้างละ

นู่นนี่ บ้างแหละ สุดท้าย hdd เต็มอีก เหอๆๆ ไม่เคยคิดว่า 20gb จะเต็มได้

 

ต่อมาประมาณ ม.2 เราอีกตู

เริ่มเข้าสู่วงการมาม่าของแท้

20gb มันจะไปพอยาได้อาร๊ายยยยยยยยยย

เลยถอยคอมพ์ใหม่เรียบร้อย ด้วย hdd 120gb

โอ้ว พระเจ้าจอร์จ ชาตินี้ก็ใช้ไม่เต็มแน่ๆ

ผิดครับ ยุคนี้มันมาพร้อมกับเน็ต ความเร็ว(เกือบ)สูง

ทำให้เต็มได้ภายใน ครี่งปีจริงๆ

แต่ก็อาศัย burn ลงแผ่นเอา hdd มันแพง

 

ทนมากระทั่งขึ้น m,4

ทนไม่ไหวแล้ว เลยไปซื้อ hdd 250*2=500 ต่อ raid  สะ

ตัวเก่าก็ยกให้พ่อไปอัดวงจรปิด

เชื่อไหม ว่ามันไม่พออะ ไม่ถึงครึ่งปีด้วยความนี้ แบบว่า รูปพันล้าน

เพลงหมื่นล้าน หนังแสนล้าน (เวอร์) สุดท้ายก็ต้องไปถอย ext.hdd 320gb มาอีก

คราวนี้ก็ค่อยพอหน่อย อิอิ

 

จนกระทั่งมาอยู่เมกา

ถอย macbook pro hdd 160gb +  ext hdd คู่ใจ 320gb

ตอนนี้ก็ชักจะไม่พอละ เหลือบน ext ประมาณ 40gb แล้วที่เครื่องประมาณ 70gb

ตอนนี้กำลังคิดว่าจะซื้อ 1tb  หรือ 1,5tb  ดี

 

 

ก็มันไม่(เคย)พอนี่หน่า 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ขออภัยเล็กน้อย 

กับความไม่สะดวกต่างๆนานาในบล็อก

แล้วก็เรื่องราวไร้สาระที่ใส่ลงไป 

แต่ก็อย่างที่บอก ไอเรื่องราวบ้าๆบอของเราที่ใส่ลงไป

ในบล็อกนั้น ไม่ได้มีเจตนาอะไร นอกจากว่า

ไ่ม่อยากให้บล็อก เงียบเหงา และกลายเป็นป่าช้า

ตอนนี้ อะไรที่พอทำให่บล็อกของเราสองคน ไม่เป็นป่าช้าได้

ก็ทำๆไปก่อน

แกอาจจะคิดว่า ถ้าไม่มีเรื่องก็ไม่ต้องอัพสิวะ

แต่ถ้าเป็นเรานะ  เราก็อยากอ่านอะ 

ไม่ว่าเรื่องราวมันจะไร้สาระ ออกทะเลไปสักขนาดไหนก็เหอะ

 

ขอโทษละกัน ถ้าทำให้ไม่พอใจ

 

วันนี้เรามีเรื่องจะเล่าจริงๆ  เป็นเรื่องราวที่ลึกซึ้งพอสมควร

กับสังคม อเมริกัน โดยเฉพาะเป็นเรื่องของ วัยรุ่นชาวอเมริกัน

ขณะที่เขียนบทความฟักๆ อยู่นี้ 

เราก็นั่งรถไฟเพื่อกลับบ้านอยู่ด้วย 

เลยใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เลยละกัน

 

สืบเนื่องจากว่า คุณโฮสบราเทอร์ Dominick 

เค้าชวนเรามาดูประมาณว่า talent show ของที่มหาลัยเค้า

มหาลัยชื่อว่า Temple ค่อนข้างไฮโซ ไฉไล และก็น่าเรียนเอามากๆ

 

แต่เราว่า เรื่องของเรื่อง มันเหมือนกับว่าเค้าอยากให้เรามาเที่ยวกับเค้ามากกว่า

เพราะว่าไอ talent show นั้น แทบไม่มีอะไรเลย

เน้นตลกแบบทะลึ่งๆเท่านั้น ซึ่งถามว่าขำไหม

มันก็ขำแบบตลกคาเฟ่อะ

ไม่มีนัยให้ลึกซึ้งอะไร

 

จุดสำคัญของเรื่องมันอยู่ที่ว่า

เค้าชวนเรางานปาร์ตี ของเด็กวัยรุ่นอเมริกัน(รึเปล่า?)

เดี๋ยวจะมีเฉลยว่า ทำไมต้องมีคำว่ารึเปล่า

 

จริงๆเค้่าก็บอกเราตั้งแต่แรกแล้วว่า

Party นี้มีแอลกอฮอร์นะ มีบุหรี่นะ

ค่อนข้างมั่วนะ 

แต่ด้วยความเจือก เอ้ย ความสงสัย

เราเลยบอกว่า ไม่เป็นไร เราอยากไปลองเอง

 

ก็นั่ง subway ไปเรื่อยๆๆ ล่องลอยยามราตรีในฟิลาเดเฟีย

โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว เราก็เป็นคนชอบกลางคืนนะ

มันเย็นๆสบายๆ ไม่มีอะไรให้รู้สึกว่าต้องรีบร้อน

 

เมื่อสุดสถานีแล้ว ก็ต้องเดินต่อประมาณ ไมล์ครึ่ง 

ซึ่งเรื่องเดินก็ไม่ใช่ปัญหาของเราเท่าไร เพราะว่าของถนัดอยู่แล้ว

ระหว่างทางที่เดินไป บอกได้คำเดียวว่า ถ้าไม่คนเดียวเราไม่กล้าเดินจริงๆ

เพราะนอกจากพี่มืดจะเต็มโลกา ท้องถนนแล้ว

ยังมีพวกรถ suv เปิดเพลงเสียงโคตรดัง แบบสถาณที่มันส่อให้ทำเลวได้เต็มที่อะ

พอถึงบ้านที่มีจัดงานปาร์ตี้ คือจริงๆแล้วมันคือคล้ายๆบ้านตึกแถว

แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ บ้านสองหลังที่ติดกัน จัดงานปาร์ตี้เหมือนกัน

น่ากลัวมากๆๆๆ 

 

พอเปิดประตูเข้าไป กลิ่นแรกที่ได้รับรู้เลยก็คือ

บุหรี่ คือแบบลอยมาแต่ไกล แสนไกล

ในใจก็คิดว่าเหม็นชิบ แต่ก็เอาเถอะ เจือกอยากมาลองก็ต้องอย่าบ่นมาก

พอเข้าไปแล้ว ทุกคนถือเบีียร์คนละขวด(ใหญ่)

อารมณ์เหมือนเป้ปซี่ลิตร  ไอเราก็ไม่มีอะไรในมือ

บุหรี่ก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี

เลยต้องไปหาแก้วเล็กมา แล้วก็แบ่งเบียร์มา

จริงๆแล้วเราแบ่งเบี่ยร์มาแค่ หนึ่งส่วนสี่ของแก้วเองนะ

แต่เรากินแล้วอยากอ้วกมากๆๆ ทั้งขม ทั้งเหม็น

ไม่มีแม่งกินกันเข้าไปได้อย่างไร

เรากินไม่หมดแก้วหรอก ไปเข้าห้องน้ำแล้วเททิ้งหมด

ขนาดกินไปนิดเดียว  ยังทั้งมึน และเมาเล็กๆ

รู้อย่างเดียวมันตัวมันร้อนผ่าวๆ

 

หลังจากนั้นก็โคตรน่าเบื่อ 

ข้ามไปจอยกับบ้านอีกหลังนึง

เราเข้าไปแล้วตกใจเลย

เพราะเห็นเด็กผู้หญิง น่าจะเป็นคนจีน

เต้นแบบไม่มีหยุดยั้งอยู่บนฟลอร์

เราก็นะ....

จากนั้นก็ขึ้นไปข้างบน  

อันนี้น่ากลัวมากๆ กลุ่มผู้ชายเอเชียน 

นั่งพี้ห่าไรไม่รู้ คล้ายๆในยาสูบ แต่กลิ่นมันไม่ใช่

 

ที่เราบอกไว้ว่า เราไม่แน่ใจว่า 

นี่เป็นปาร์ตี้ ของเด็กอเมริกันรึเปล่า

ก็เพราะเราเห็นคนเอเชียเต็มไปหมดเลย 

เราว่าพวกนี้ เหมือนกับพวกลูกคนมีกะตัง

แล้วพ่อแม่ ก็ส่งมาเรียน

เพราะของใช้แต่ละอย่าง มันไม่ธรรมดาทั้งนั้น

สงสารพ่อแม่เหมือนกัน ส่งลูกมาเรียน เจือกมาพี้ยา

 

จริงๆเรื่องราวมันก็มีต่อเรื่อยๆ

แต่แกคงจะจินตนาการได้

ไอพวกเรื่องชั่วช้าแบบนี้ 

มันก็มีไม่กี่ theme หรอก

 

แต่ประเด็นจริงๆ ที่เราอยากนำเสนอก็คือว่า

แต่ละชาติ มันก็มีึมุมมองของตัวเองต่างกัน

เด็กเมกา เวลาว่างมันไปทำงานก็จริง

แต่พอมันได้เงินมา มันก็เอามาเที่ยวบ้าง เสพเมถุนบ้าง

แต่ข้อดีก็คือ มันเอาเงินมันเองมาละลาย

เพราะงั้น พ่อแม่เลยไม่รู้สึกเดือดร้อน

แถมยังไม่ห้ามด้วย

 

ส่วนเด็กไทย ก็ตั้งใจเรียนเกินไป

เวลาว่างไม่ค่อยมี แต่ไอพวกมีเวลาว่างมากๆ(เช่นเรา อิอิ)

ก็ไปเที่ยว เสพยา shopping

เงินที่ได้มา มันก็จากพ่อแม่ทั้งนั้น (เหมือนด่าตัวเอง 55)

 

เพราะงั้น ไม่มีใครดีกว่า ใคร 

มีแต่ใครดีกว่าใครเรื่องอะไร

แล้วแย่กว่าใครเรื่องอะไร

 

 

 

iambung


เหอๆๆ ฤดูการเสียเงินมาอีกแล้ว

เมื่อข้าพเจ้าต้องเสีย 100$ เศษ กับท่านเจ้าประคุณพอลล่า ช้อยส์

เพียงเพราะเห็นว่ามัน free shipping

เอาเถอะ หลังจากผ่านอารมณ์ ตาแหก เพราะหมดตูด 55 ไปแล้ว

เรามารีวิวกันดีกว่า

 

เริ่มจากกล่อง คราวนี้บิกบิ้ม กว่าครั้งแรกมากๆๆ

 อันนี้เป็นกล่องครั้งสอง

 

เปรียบเทียบกล่อง (กล่องหลังคือครั้งล่าสุด)

 

 

เห็นใบเสร็จ แล้วแทบสิ้นลม

ป้า พอลล่า นอนเรียงรายในกล่อง อย่างสวยงาม

 

รวมญาติ

เมื้อป้าพอลล่า ต้องสู้กับคุณหมอ อย่าง Dr.Murad

ผมการรบอย่างไม่ค่อยสูสี

ให้ป้าเข้าวินไปเลยยยยยยยยย

 

 

จริงๆคุณหมอ murad ก็ดีนะ ถ้่้่าเทียบกับ Nutrogena อิอิ

แบบว่ามันแสบบบอะ หมอ!!

 

 

ตั้งแต่ใช้ป้ามา ชอบอันนี้ เกือบที่สุด

 

 

 

แต่ถ้าขอบแบบ สุดๆๆๆ ทุ่มหัวอกหัวใจ

ไม่แหลเหมือน นังทาน แล้วละก็ ต้องเป็นคู่หู duo นี่เลยย

ป้าเทพมากๆๆ

 

 

 

ซื้อแล้ว ป้าก็ยังใจดี

แถม เทสเตอร์มาให้ใช้ ถึงจะไม่ได้ใช้ก็เถอะ

ของฟรี เลยฉกๆมาก่อน 55

 

 

รูปปิดท้าย ครอบครัวคุณหมอ murad

ที่กำลังจะโดนทิ้ง โทษฐาน

เมิงจะแสบไปหนายยยยยยยฟะ

 

 

 

 

ก่อนจาก

ใครว่าเล่นห้องแป้ง แล้วเสียเงืนน้อยฟะ

หนีจากห้องกล้อง มาเจอห้องแป้ง

เหมือนดั่ง หนีเสีย ปะโคตรจระเข้

เอาเถอะๆๆๆ

 

ขอตัวไปปั๊มเงินก่อนคร้าบบบ 

หัวข้อดูแปลกๆ ใช่ไหมละ

เหอๆ  มีใครบ้างละ อยากให้ของของตังเองพัง

แต่เราอยาก...

สังเกตุไหม ว่าไม่ค่อยมีใครใช้ยางลบ ได้หมดก้อน

หรือว่าใช้ดินสอจนหมดแท่ง  ส่วนใหญ่(99.98%)หายก่อน อิอิ

แล้วเราก็เป็นหนึ่งในนั้น จนกระทั่งวันนี้ ..... นี้ๆๆๆๆ

หูฟังร่วมทุกข์ ร่วมสุข กันมาอย่างยาวนาน

Crossroad MylaroneX3 น้อยของผม 

ถึงคราวต้องซ่อม (อีกแล้ว)  คือเคยซ่อมไปแล้วรอบนึง ด้วยตัวเอง

เพราะว่ามันไส้ไหล  ตอนนี้ ไส้มันอีกข้างก็ทำการไหลมาอีกแล้ว

 

 

สังเกตุดูจะเห็นคราบกาว จากการซ่อมไปครั้งหนึ่ง อันนีเป็นหูข้างซ้าย

 

 

 

ส่วนอันนี้ พึ่งใส้ไหลหมาดๆๆๆ ถ่ายคู่กับผู้พี่

 

 ไม่ใช่อะไรหรอก  เห็นมันพังแล้วไม่รู้สึกเสียดายเท่าไร

รู้สึกว่าใช้คุ้ม  อย่างน้อยมันก็ไม่หายฟะ

 

ตอนนี้ถอยหูใหม่ละ เดี๋ยวเอามารีวืวครับ

ตัวนี้ไม่อยากซ่อมแล้ว ปล่อยมันแบบนี้แหละ

เข้า museum  ซะ

 

ฃ 

 

ไอ้อ้วนนนนนน 555+

posted on 14 Nov 2009 15:10 by blt-bung  in BlT-MyThinking

สืบเนื่องจากการที่แกได้ ประจาน เปิดเผย ตนเอง

รูปก่อน-หลัง ไปเมกามา

จาก 55 เป็น 63 นั้น

 

เรามีเรื่องจะมาอวด

ตอน ม.4 หรือช่วงเพิ่งเรียนทับแก้วใหม่ๆ

แกชอบแซวว่าเรา Ms.Heary Weight

ใช่ ตอนนั้น เราหนักเกือบ 55 โลได้

แต่ พอช่วงใกล้สอบปลายภาค ม.4 เทอม 2

น้ำหนักลดฮวบฮาบ มาเหลือเพียง 45 โล

ภายใน 3 อาทิตย์เท่านั้น !

 

ไม่ต้องพึ่งจอร์จกะซาร่าอะไรอีกต่อไป

เราเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมมันลดไปขนาดนั้นฟะ?!!!

หะๆๆ ตอนนี้ เราหนักเพียง 45 กิโลกรัมค่ะท่าน !!!

ใครๆ ก็ชมว่าหุ่นนางแบบ โหะๆๆๆ

 

 

*----*

เราแค่จะขอไรแกอย่างเกี่ยวกะบล็อกก็คือ

1.กรุณานำไอ้ shout box ไรนั่นน่ะ ออกไปได้ไหม
เพราะมันทำให้ พอเราเข้ามา blt-bung.exteen.com เนี่ย
มันจะค้างไปสักพัก
และ การแสดงผลของเรา และเครื่องในเมืองไทยเป็นส่วนใหญ่
ทำให้ เนื้อหาเอนทรี่มันตกลงไปข้างล่าง
จนบางทีหมดอารมณ์จะเข้ามาเช็คไปเลยทีเดียว ;-S

2.กรุณานำ code ijigg If I Had Eyes ออกได้ไหม?
เหตุผลเช่นเดียวกับ ข้อ 1
และบางทีนะ เราเปิดเพลงฟังอยู่ พอเสียงเพลงในเว็บแทรกขึ้นมา
มันหมดอารมณ์ค่ะท่าน ไม่รู้ว่าควรจะปิดของเราเองหรือปิดในเว็บดี?

 

 

-----

อีกเรื่องค่ะท่านบุ๊ง

-กรุณาพิมพ์รายชื่อ สหายของท่านที่ท่านบอกว่าท่านจะแนะนำให้รู้จัก
มาให้ทีได้ไหมคะ? รอจนรากงอกกกกแล้วค่ะ

ส่งทางเมล์ก็ดีนะ หรือทางบล็อกก็ได้
เพราะขืนให้เรารอ หรือไม่ก็คำนวณ หามุมพิกัดอะซิมุท
ว่าเมื่อไหร่เรากับท่านจะเวลาตรงกันเนี่ย
ข้ากระหม่อมคงรอจนเหนียงยานเลยค่ะ

สืบเนื่องจากการมาอยู่เมกาสักพัก

ลองดูรูปตัวเองแล้วแทบคลั่ง เห้ยๆ มันยังไม่ถึงปีเลยนะโว้ยๆๆ

บวมอย่างแรง  เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเสียเงิน 20 บาทไทย เพื่อชั่งน้ำหนัก

อ้ากกก จาก 55 เป็น 63.333333333 ตายห่าแล้วตู

 

ดูภาพปลากรอบ

 

Before!!!(หน้าแอบโจรเล็กน้อยถึงปานกลาง)

 

 

 

 

 

 

 

และ

และ

และ

และ

และ

และ

 

ขอ

 

 

 

 

ท่าน

 

 

 

ผู้ 

 

 

 

 

ชม

 

 

 

 

 

 

 

ทุก

 

 

 

 

 

 

ท่าน

 

 

 

 

รับชม

 

 

 

 

 

 

 

ความ

 

 

 

 

 

 

อ้วน

 

 

 

 

 

 

ได้

 

 

 

 

 

 

แล้ว

 

 

 

 

 

ครับ

 

 

 

 

ท่าน!!!

 

 

After

 

 

 

 

 

 

อาเมน!!

 

 

 

 

 

จั่วหัวบล็อกอย่างนี้อาจดูเหมือนเป็นการบ้านเอาคะแนน

แต่นี่ไม่ใช่งานทำส่งครู
ไม่ใช่ทำเพื่อคะแนน
หากแต่เป็นเรื่องที่เราจะขอพิมพ์ออกมาจากประสบการณ์ที่อยู่โรงเรียนนี้

คงจะจำกันได้ ว่าเราเคยอยู่ที่เก่า แล้วถูกไอ้อาจารย์ที่ปรึกษาบ้าๆ
ตราหน้าว่าเราอย่างโง้นอย่างงี้ เราถูกเรียกตัวไปคุยบ่อยๆ

เพราะเขา "ไม่เข้าใจเรา"

แล้วเราก็คิดไม่ผิดเลยที่เราย้ายโรงเรียนมาใหม่
เราหวังว่าจะมีชีวิตม.ปลายที่ดี มีความสุข และเหมาะกับความถนัดของเรา

ซึ่งมันก็ใช่จริงๆ ด้วย

ถ้าตอน ม.สี่ เทอมหนึ่ง เราไม่มีวิชา "การเขียน" ของจารย์บุญยืน
เราก็คงไม่รู้ตัวเองหรอกว่า เราชอบการเขียนขนาดไหน
และเราก็สามารถทำมันได้ดีมากๆ เสียด้วย

เป็นงานที่ outstanding work ! (ลอกคำของแกมา หะๆๆ)

 

ถ้าเราไม่มีวิชา "การพูด" ของจารย์บุญยืน ตอนเทอมสอง

เราคงไม่รู้ตัวอีกหรอกว่า
เราถนัดการทำงานทางสื่อ การเขียน การพูด การใช้ภาษา มากขนาดไหน

 ถ้าเราไม่ได้ทำงาน ไดอารี่ ของภาษาอังกฤษหลัก ที่ต้องทำกันทั้งเทอม
บันทึกทุกอาทิตย์ แม้จะเป็นเพียงการหัดใช้ past simple tense หรือ pres perfect พื้นๆ
แต่เราก็แทบไม่เคยได้คะแนนแต่ละเรื่องต่ำกว่า 9 เลย

ถ้าเราไม่ได้ทำงาน "หนังสือพิมพ์" ของวิชา การอ่านและพิจารณาวรรณกรรม
เราคงจะอยู่ไกลกับสิ่งที่เราอยากเป็นอย่าง "งานโฆษณา"
เราได้เป็น ก็อปปี้ไรท์เตอร์ ก็ตอนนี้
และก็ดูน่าสนใจพอที่จะเรียกความฮือฮาจากคนทั้งชั้นได้
(ดีนะ งานนี้ บอมเบย์ไม่ได้ทำ เพราะไม่ได้เรียน)

ถ้าเราไม่ได้เรียนวิชา "ภาษาอังกฤษ ฟัง-พูด"
เราคงนึกไม่ออกว่า คนอเมริกัน นั้น นับถือว่า ภาษาอังกฤษแบบบริติชนั้น
ดูจะมี "สกุล" หรือ "ดูดี" กว่าอังกฤษของพวกเขา
แม้จะเป็นการสอนเพื่อให้นักเรียนรู้คำศัพท์หรือแกรมมาร์ของอังกฤษและเมกัน
แต่เขาก็ถึงกับเคยออกปากพูดว่า เขาชอบบริติชอิงลิช เพราะมีความสละสลวยและเก่าแก่น่านับถือ
และก็ทำให้รู้ด้วยว่า การออกเสียงที่ถูกต้องตามหลักฐานกรณ์ในภาษาอังกฤษนั้นเป็นยังไง

ถ้าเราไม่ได้เรียนวิชา "การปกครองท้องถิ่น"
เราคงมีแต่อ่านสอบให้พอผ่าน คงไม่รู้ว่า สาเหตุใดที่ทำให้ปัญหาภาคใต้ก่อเกิดขึ้น
วิธีการโกงกิน ทุจริตในระดับอบต. หรือส่วนเล็กเป็นยังไง
วิธีการที่นายทุนใช้อำนาจเงินซื้อ "ข้าราชการ" ทำยังไงบ้าง

ถ้าเราไม่ได้เรียนวิชา "มนุษย์กับสังคม" ของอาจารย์ศิรินทร์
เราคงห่างไกลกับการนึกโดยมโนภาพว่า
ในสังคมเรานี้ มีคนแกร่ง คนดี และน่าเอาแบบอย่างอย่างไรบ้าง
วิชานี้ แทบไม่มีสอบ แต่คะแนนกว่า 90% นั้นมาจาก การเขียนแสดงความเห็นต่อเรื่องที่ได้ดู
และเราก็ได้คะแนนเต็ม 100 ของทั้งชั้น

และที่สำคัญ

โรงเรียนนี้ มีอาจารย์ที่ไม่ปริปากบ่น
หรือคิดว่า นักเรียนอย่างเรานำภาระมาเพิ่มให้พวกเขา
อาจารย์ยินดีที่ยังมีเด็กอย่างเรา อยากฝึกทักษะการเขียน โดยขอทำงานเอง ทั้งที่อาจารย์ไม่ได้สั่ง

โรงเรียนนี้ มีอาจารย์ที่ให้คำแนะนำ เพิ่อเพิ่มทักษะให้นักเรียนเต็มที่
ขาดตกบกพร่องตรงไหนก็วิจักษ์วิจารณ์อย่างสมเหตุสมผล

โรงเรียนนี้ มีธรรมเนียมรุ่นพี่ไหว้รุ่นน้อง รุ่นน้องไหว้รุ่นพี่
และทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

โรงเรียนนี้ มีการจัดค่าย "สาธิตปันน้ำใจสู่ชุมชน"
พาเด็กไปเข้าค่ายในที่ทุรกันดารกว่า 200 คน
ไป ลงแรง แบกหาม ทำความสะอาด ทาสี ร่วมแรงร่วมใจเหนื่อย
เพื่อสร้างสิ่งจำเป็นแก่โรงเรียนหรือชุมชนที่ด้อยโอกาส
โดยที่อาจารย์ไม่ได้บังคับ
แต่เป็นการสมัครใจของนักเรียนเอง
แถมยังต้องเสียเงินบริจาคเองด้วย
แถมไปแล้วก็ต้องไปเหนื่อยทำงานนู่นนี่อีก

หากได้ไป ก็จะทำให้เราได้รู้ว่า
ในประเทศนี้
ยังมีเด็กอายุกว่า 18 ปี โตพอที่จะเอ็นท์ได้แล้ว
อ่านคำว่า toy soil annoy soy ไม่ออก นอกจากคำว่า boy เพราะเขาจำได้ว่าอ่านอย่างงี้
เขาอ่านคำว่า bar rare far jar war ไม่ออก เขารู้แต่คำว่า car ออกเสียงว่า คาร์ เพราะครูสอนอย่างงี้
ทำให้รู้ว่า จริงๆ แล้วการเรียน การสอบที่สำหรับพวกเราอาจมองว่าเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่นั้น
แต่ละปี มีเด็กกว่า เป็นแสนคน หากนับจริงๆนั้น เพียงตัดจำนวนคนออกไปกว่า
55% ของทั้งหมด ก็จะรู้ว่า เหลือเท่าใดที่เป็นคู่แข่งของเราอย่างแท้จริง
เพราะอีก 45% ที่เหลือ เป็นเด็กในเขตเมือง
อย่าลืมว่า ยังมีเด็กอีกมากมายที่ถูกระบบบังคับสอบนั้น จำนวนมากพลิกแพลงการอ่านขั้นเบสิคไม่เป็นเลยก็มี

โรงเรียนนี้ มีสังคมที่ ช่วยกันจริงๆ

คือ เราไม่เคยคิดว่า
เวลาสอบ มันจะ ซีร็อกซ์ มาแจกเพื่อนทั้งห้อง ย้ำว่าทั้งห้อง ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่ม
เราไม่เคยเห็นหรืออยู่ในที่
วันไหนมีสอบศัพท์แล้วก็จะมีแผ่นซีร็อกซ์แจกกันทั้งหมด เท่าที่นี่
มีแต่ดูกันเฉพาะกลุ่ม

เราไม่คิดว่า จะมีที่ไหนที่บอกช้อยส์ให้เพื่อนรู้ทั้งห้อง
เวลาเทสต์ย่อยที่นักเรียนทำข้อสอบเอง สอบเอง ประเมินเอง

 

แม้มันจะดูเป็นสังคมการเรียนที่แข่งขันกันสูง
เพราะความเหลื่อมล้ำทางความรู้หรือความขยันของนักเรียนทั้งห้องมีกันน้อยมาก
แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว

 

 

"มันช่วยกันว่ะ"  "มันช่วยกันจริงๆ"

 

 

โรงเรียนนี้ ยังไม่เคยเจออาจารย์ที่ตราหน้าเราแบบจารย์เกด
เขาจะทำความเข้าใจเด็กแต่ละคน และคิดว่า เด็กแต่ละคนมีความคิด บุคลิกต่างกัน
เพราะ มีพื้นฐานทางความคิด ครอบครัว ฐานะ หรือสถานภาพที่ต่างกัน

พวกเขาไม่เคยว่าเรา ไม่เคยพยายามหาข้อยัดเยียดเรา
แต่จะคุยกับเรา

"ทำไมธิดารัตน์ถึงคิดอย่างนี้" หรือ "เธออาจจะเข้าใจผิดหรือมีแนวคิดอีกแบบนะธิดารัตน์
แต่ถึงอย่างไร มันก็ดีที่ยังมีน้อยคนในสังคมนักที่จะพูดจริงทำจริงได้อย่างเธอ สักวันเธอคงจะเข้าใจเอง"

ที่นี่มีเพื่อนๆ ที่ยอมรับในความแตกต่างของบุคคล

เราไม่เคยคิดว่า จะมีพวกบ้า เอสเจ หรือดาราเกาหลี แล้วเห็นอะไรไม่ถูกใจก็พาลด่าไปหมด
หรือ ต้องตะเกียกตะกายซื้อของที่มีภาพพวกดาราที่ชอบ แล้วต้องซื้อมาสะสมทุกอย่าง

แต่ กิ๊บ ชอบเอสเจมากก็จริง
กิ๊บ ก็บ้าแต่รูป และรู้ขอบเขตว่าอะไรควรหรือไม่ควรอย่างมีเหตุผล

 

 

 

เอาล่ะ

เราคงพอแค่นี้ก่อนละกันนะ

เพราะพิมพ์ไม่ถนัดเลยว่ะ (ใช้โน้ตบุ๊คพิมพ์ กดผิดกดถูกหลายทีละ)

ตอนนี้ว่างๆไม่มีไรทำ มาอ่านหนังสือดีกว่า

ขอเล่มแรกก่อน  Ten philosophical Mistakes - Mortimer J.Adam

 

 

เล่มนี้จริงๆ ยังไม่อยากรีวิวเลย เพราะยังอ่านไม่จบ อิอิ

เป็นเรื่องเกียวกับความเชื่อผืดๆ ความคิดผิดเกี่ยวกับจิตวิทยา

หนังสือแอบเก่านิดๆ แต่ใช้ภาษาไม่ยากเท่าไร 

ปุถุชน คนโง่อังกฤษอ่านได้ สบายรูทวารร

ไม่แน่ใจว่าเมืองไทยมีรึเปล่า ลองไปหาดูตาม Kinokuniya ไรนั่นดูนะ

RECCOMENDED!!

 

เล่มที่สองเป็นนิยายที่อ้างอืงเรื่องจริง

The Wave  - Todd Strasser

 

เรื่องนี้แอบมันส์ แนะนำๆ 

ไอเจ้า the wave เป็นเรื่องราวที่เกิดโดยความตั้งใจ ในชั้นเรียนประวัติศาสตร์

ที่แคลิฟอเนียร์ในปี 1969

โดยมีอาจารย์ชื่อเบ็น คือในคลาส เค้ากำลังสอนเรื่องนาซี

นักเรียนก็สงสัยว่า ในเมือทุกคนรู้ว่า nazi ไม่ดี แถมยังโหดร้ายป่าเถื่อน 

ถามว่า ทำไมยังมีคนสนับสนุน แถมยังเป็นกองกำลังให้ด้วย

และยังพร้อมใจกัน ฆ่าและทรมานชาวยิวอีก

ครูเลยทำหาคำตอบโดยการทดลองปกครองนักเรียนเหมือน ฮิตเลอร์ ปกครองนาซี

ปรากฏว่า มันได้ผลเกินกว่าที่คิดไว้ คล้ายๆทุกคนพร้อมใจกันทำเพื่อ the wave

ประมาณนั้น สุดท้ายเรื่องวุ่นๆจะจบลงยังไง

ต้องไปติดตามต่อเอง อาเมน 55

 

ถ้ายคู่กัน

วันนี้
อยากจะ พรรณา ถึงคนที่เราอยากเป็นอย่างเขาให้ได้

และ ที่สำคัญที่สุดคือ

เทอมนี้ วิชาภาษาไทยหลัก
ที่มีเรียนกันทั้งสามห้อง

เขาให้ทำ "วารสาร"

แน่นอน เรามีคู่แข่งมากมายให้ร่วมประชันความครีเอท

ทั้งห้องสอง ที่เป็นเด็กศิลปกรรมอยู่กันเป็นดง
และห้องหนึ่ง เด็กสายวิทย์
ที่มีกลุ่มหนึ่งที่เรานับถือที่สุด อันเป็นจุดเริ่มต้นของเอนทรี่นี้

 

 

"บอมเบย์"

เป็นคนๆ เดียว ที่เรารู้จัก
บอมเบย์รูปร่างท้วมค่อนไปทางอ้วน
ใส่แว่นกรอบดำหนาเตอะ
ผิวขาวแบบลูกคนจีน

เราไม่รู้เกี่ยวกับวีรกรรมที่เขาสร้างเอาไว้ตอน ม.ต้นมากหรอกนะ
รวมถึง ตอน ม.ปลายนี้ด้วย
เพราะบอมเบย์เป็นเด็กเก่า เราเป็นเด็กใหม่
แต่เราฟังมาจาก ออม จากเหมียวว่า

 

1.ตอน ม.ต้น เวลามีงานพรีเซนต์อะไร
บอมเบย์ไม่เคยเลยที่จะใ้ช้วิธีซ้ำซาก เช่น
เอาสคริปต์ออกไปท่องหรือจำไปนำเสนอ
ฉายสไลด์ กดไปเรื่อยๆ
นั่นเป็น งานพรีเซนต์ที่แสนจะน่าเบื่อ

แต่บอมเบย์ ใช้วิธีเช่น
-เอากระดาษยาวๆ มาเขียนเป็น "ข้อความ sms" ทางทีวี
แล้วค่อยๆ เลื่อนกระดาษไปเรื่อยๆ ให้โชว์อยู่เหนือโต๊ะอาจารย์
ดูไปคล้ายๆ เอ็สเอมเอสในทีวี เช่น
"พันธะโควาเลนต์ดึงดูดโมเลกุลน้ำ แต่พันธะใดกันนะ ที่ดึงดูดให้ฉันรักเธอ  - จากก้อยที่รักบิท"
"ใครว่าลำปางหนาว ลาดปลาเค้าหนาวกว่า - บัณฑิต พุ่มเพชรทาย"
"ยอดองค์พระหนาวกว่าลาดปลาเค้า - จากจิ๋วใจธรรม"

คือ แบบ แซวเพื่อนๆ ไปในตัว
แถมเพื่อนๆ สนใจมากด้วย
(อันนี้ตอน ม.ต้น เราฟังออมมันเ่ล่าให้ฟัง)

 

2.โฟโต้ชอป บอมเบย์แกเทพมากกกกกกก

 

3.จำได้ ตอนหาเสียงเลือกตั้งประธานนักเรียนให้เพื่อนมัน
บอมเบย์จัดการทุกอย่าง โดยที่ไอ้คนลงสมัครไม่ได้ร้องขอ
เช่น ทำโปสเตอร์ได้แนวมากกกกกก
ตัดต่อหน้าคนลงสมัครได้เจ๋งสุดๆ (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ -"-)
- "บิท พร้อมทำงานเพื่อทุกคน"
- "เลือก เบอร์ 1 ใบหน้าชาวสาธิตจะเบิกบานขึ้นภายใน 7 วัน"
( แล้วพี่แกก็ทำรูปหน้า 7 ใบ เรียงจาก ใบที่หน้าตายอดตายอยาก ไปจนถึง ใบสุดท้าย ยิ้มแป้น
ยังกะ โฆษณาพอนด์ เรียกผัวได้ภายใน 7 วัน)
- คำอมตะนิรันดร์กาลหากินของ โอบาม่า ก็ยังถูกนำมาปรับเปลี่ยน
"Change   We can  believe in BIT"  แต่ต่อมากลับมีพวกมือบอนเอาปากกาไปเติม " 't "
กลายเป็น  "Change   We can't  believe in BIT" 

และนอกจากนี้
คือ
ล่าสุด
บอมเบย์กับเราทำงานนำเสนอภาษาไทย "ภาษาถิ่นสุพรรณ" เหมือนกัน
(หมายถึุงอยู่กันคนละห้องนะ แต่ได้หัวข้อทำงานเหมือนกัน)
กลุ่มเรา เลือกใช้วิธีการแสดงบทบาทสมมติ เป็นนักเรียนกับครูใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจากกรุงเทพ
แต่ ฮากริบค่ะ เพราะในกลุ่ม มีเราต้องออกหน้าคนเดียว
มีหลายคนที่มัน "ดัดจริต หรือ เมคเซนซ์ ทำเสียง สุพรรณ ไม่เป็น"
คือ เ้ข้าใจว่ามัน ไม่เป็นกันจริงๆ ฝึกเท่าไหร่ก็ไม่ได้สักที
ถ้าให้เห็นภาพคงคล้ายๆ สอน inspector ครูโซต์ ให้ฝึกพูดคำว่า
"I would like to buy a Hamburger" ในหนัง พิงค์ แพนเตอร์ อ่ะ
ไหนจะ หลายคน ข้ามบทอีก  ไม่ได้สรุปเนื้อหาให้เพื่อนด้วย

แต่กลุ่มบอมเบย์ถึงจะพรีเซนต์ทั่วๆ ไป แบบเปิดสไลด์ก็เหอะนะ
แต่สไลด์พี่แก แม่งโคตรเจ๋งอ่ะ
บอมเบย์เปลี่ยนชื่อป้ายทางหลวง สีเขียวๆ อย่างเช่น
ไปกรุังเทพมหานคร เป็น ไป๋กรุ๋งเท้พม่ะห๊าาาน่ะค๋อนน  

(คือ พิมพ์ไม่ถูกว่ะ เพราะ สุพรรณ มีเสียงวรรณยุกต์ 6 ระดับ ตัววรรณยุกต์คล้ายๆ เลข 9 ไทย
มากกว่าสำเนียงกลางที่พวกเราใช้กัน  ส่วนสำเนียงใต้มี 7 ระดับ มั้ง
เอ้อ ...รู้เปล่า ว่า สำเนียงสุพรรณน่ะเป็นต้นกำเนิดของสำเนียงกลางที่พวกเราใช้กัน
เพราะสมัยก่อน สำเนียงสุพรรณน่ะ ใ้ช้กันเฉพาะในวังทั้งนั้นเลยนะ
ไม่เชื่อดูอย่าง ขุนช้างขุนแผนไรเงี้ย อีกอย่าง กษัตริย์อยุธยาคนหนึ่งมีเชื้อสายสุพรรณภูมิ
ต่อมา สำเนียงหลวงก็ถูกนำมาผสมผสานกับสำเนียงของคนจีน
จึงกลายมาเป็นสำเนียงภาคกลางที่พูดๆ กันอยู่ทุกวันนี้แหละ)

เฮ้ยๆๆๆ อิงภาษาไทยเกินไปแล้วว กลับมาก่อน 

-"พี่หม่าาาา เป๋นค๋นสุ๊พ๋รรณจ๋จ้าาาาา"  (มัน จ๋า ผสมกับ จ้า)

- "โปร๊ดร้ะวั๋ง เข้ตตก้อส๋ส้างงง"

แล้วฟอนต์พี่แก โคตรเนีนนเหอะ ถึงเราจะมีฟอนต์แบบพี่แกเถอะนะ
แต่ทำให้เนียนแบบพี่แกไม่ได้ว่ะ

ให้เพื่อนๆ ได้ฝึกออกเสียงแบบสุพรรณ

 

โห เราแทบคลั่งอ่ะ

ถามเหมียวที่เป็นเด็กเก่าว่า
จะคุยกับบอมเบย์ได้ไง หาทุกวิถีทาง

ทำไงก็ได้ ที่จะได้ สูบ เรียนรู้การฝึกความคิดสร้างสรรค์ให้ได้แบบเขาอ่ะ

 

 ตอนนี้กำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย ผลงาน วารสาร ของกลุ่มบอมเบย์ให้ได้
(อะไรจะเพอร์เฟคขนาดนี้วะ กลุ่มมันเนี่ย
มีตากล้องประจำโรงเรียน ฝีมือเจ๋งๆ ตั้ง 3 คน
มีไอ้บิท มีบอมเบย์  โหย สึโค่ยยยย)

 

แต่ถึงอย่างไรซะ
เราก็จะ  "พยายาม"  ทำผลงานของเราให้ออกมาดีที่สุด
แม้ว่าจะเผื่อใจเอาไว้บ้างว่า ของบอมเบย์ต้องดีกว่าของเราแน่นอน 

อยากทำงานร่วมกับคนแบบนี้จังว่ะ 

 

ถ้า ที่ราชภัฏ มีคนที่หัวครีเอทๆ ก็เล่าให้ฟังนะ